พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระเทพราชสุดาฯ

หน้าแรก
ประวัติความเป็นมา
วิสัยทัศน์ /พันธกิจ
ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป
ประเพณีวัฒนธรรม
สถานที่สำคัญ
ที่ทำการ อบต.ศรีประจันต์

โครงสร้างอบต.ศรีประจันต์
คณะผู้บริหารอบต.ศรีประจันต
สมาชิกสภา อบต.ศรีประจันต์
สำนักปลัด
กองคลัง
กองช่าง
ส่วนการศึกษา ศาสนาฯ
ส่วนสาธารณสุขฯ

กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน
อาสาสมัคร อสม.
อาสาสมัคร อปพร.
สภาวัฒนธรรม
สภาเด็กและเยาวชน

ยุทธศาสตร์การพัฒนา
แผนยุทธศาสตร์การพัฒนา
แผนพัฒนาตำบล 3 ปี
แผนการดำเนินงาน
แผนอัตรากำลัง
แผนชุมชน
แผนปฎิบัติการป้องกัน
    และบรรเทาสาธารณภัย

ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
     ประจำปีของอบต.ศรีประจันต์

รายงานประมาณการรายรับ
รายละเอียดประมาณการรายรับ
รายงานประมาณการรายจ่าย
รายละเอียดประมาณการรายจ่าย
รายงานการติดตามและ
     ประเมินผลแผนพัฒนา

รายงานการจัดเก็บรายได้
รายงานงบรายรับ-รายจ่าย
รายงานการเงินประจำปี
การแถลงนโยบายต่อสภา
ประกาศกำหนดสมัยประชุมสภาฯ
ประกาศเรียกประชุมสภาฯ
รายงานการประชุมสภา
รายงานประชุมคณะผู้บริหาร
การจัดการองค์ความรู้(KM)
พรบ.ข้อระเบียบกฏกระทรวง
ระเบียบการรับบริการต่างๆ
สาระน่ารู้/เอกสารเผยแพร่
กองทุนประกันสุขภาพ
ข้อมูลผู้สูงอายุ/ผู้พิการ
ลดขั้นตอน/ระยะเวลา
     การปฏิบัติราชการ

ศูนย์รับเรื่องราวร้องเรียน
ตู้รับฟังความคิดเห็นประชาชน

ผู้ดูแลระบบ
เช็คอีเมล์
Visited :
เริ่มนับตั้งแต่
วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552
หน้าหลัก ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร กิจกรรม สินค้า OTOP กระดานสนทนา ท่องเที่ยว ติดต่อ อบต.
 
 
   
 
วัดม่วงเจริญผล หมู่ที่6  
สถานที่ไหว้พระ ประจำหมู่บ้าน


 
   
   
   
 
วัดพยัคฆาราม  
วัดพยัคฆาราม ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีนหรือแม่น้ำสุพรรณ ด้านตะวันออก ณ หมู่ที่ ๒ ตำบลศรีประจันต์ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วัดเสือ” เหตุที่เรียกว่าวัดเสือนั้น น่าจะตั้งตามนามที่มีผู้พบเห็นเสือที่วัดนี้ก็อาจเป็นได้ ตามประวัติที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ได้มีพระเถระ ๒ รูป ชื่อหลวงพ่อเนียมกับหลวงพ่อเสือ ได้ธุดงค์มาปักกลดบริเวณวัดซึ่งยังเป็นวัดร้างอยู่ มีต้นไม้น้อยใหญ่ปกคลุมหนาแน่น เช่น ไม้มะค่า ไม้สำโรง ไม้ยาง และไม้จันทน์ เป็นต้น แต่ก็ยังพอมีซากวัดปรากฏอยู่ ด้วยพระเถระทั้ง ๒ รูปนี้มีอุปนิสัยชอบความสงบวิเวกจึงบำเพ็ญสมณธรรมที่นี่ หลวงพ่อเสือได้จำพรรษา ณ วัดเสือแห่งนี้ ส่วนหลวงพ่อเนียมได้เลยไปจำพรรษาที่วัดไก่เตี้ย (เขตตำบลวังยางในปัจจุบัน) นัยว่าหลวงพ่อเสือมีความเชี่ยวชาญในวิปัสสนาธุระ และบ่อยครั้งที่มีผู้พบเห็นเสือเดินเพ่นพล่านอยู่ในวัด เป็นที่เกรงขามของชาวบ้านทั่วไป เพราะเชื่อว่าหลวงพ่อเกตุเป็นผู้เสกเสือธนูเอาไว้เฝ้าวัดในเวลาที่ท่านไม่อยู่ กับทั้งมีผู้พบเห็นเสือมาเดินอยู่ภายในวัดอย่างหนึ่ง ชาวบ้านทั่วไปจึงเรียกว่า “วัดเสือ” ติดปากจนตราบเท่าทุกวันนี้ วัดพยัคฆาราม เป็นวัดโบราณสร้างมาตั้งแต่ครั้งใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่สันนิษฐานว่าคงสร้างสมัยอยุธยาเพราะมีหลักฐานยืนยัน ๒ ประการ คือ ๑. ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังวิหาร จากการตรวจสอบของ คุณวรรณนิภา ณ สงขลา และคณะจากกรมศิลปากรให้ทัศนะว่า ลวดลายวิจิตรศิลป์นี้ เป็นฝีมือช่างสมัยอยุธยา และได้แนะนำวิธีอนุรักษ์เพื่อรักษาให้คงสภาพเดิมไว้ ๒. พระประธานในอุโบสถเป็นหินทราย พุทธลักษณะสมัยอยุธยา จากหลักฐานดังกล่าว จากการคาดการณ์ของกรมการศาสนา จึงสันนิษฐานว่าวัดเสือนี้ น่าจะสร้างขึ้นในราวประมาณ พ.ศ. ๒๒๗๐ สมัยพระมหาประดิษฐ์ เป็นเจ้าอาวาส สันนิษฐานว่าท่านเป็นผู้เปลี่ยนชื่อวัดจาก “วัดเสือ” มาเป็น “วัดพยัคฆาราม” แต่ยังคงรักษาคำว่า “พยัคฆ์” แปลว่า “เสือ” ไว้ พระมหาประดิษฐ์รูปนี้ เป็นพระภิกษุในยุคสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่ผู้เฒ่าเล่าว่าท่านเข้าสอบบาลีปากเปล่า ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงเป็นประธานการสอบและสอบคราวนั้น ได้เป็นเปรียญธรรม ๓ ประโยค ท่านเป็นพระธรรมกถึกเชี่ยวชาญในการแสดงธรรม เป็นที่รู้จักเคารพนับถือของประชาชนโดยทั่วไป ท่านได้กลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดพยัคฆารามอยู่หลายปี คราวหนึ่ง ปรากฏว่าเจ้าจอมเที่ยง กับเจ้าจอมช้อย พระสนมในรัชกาลที่ ๕ เลื่อมใสศรัทธาได้นำผ้ากฐินต้นมาทอดถวาย


 
   
   
   
 
วัดบ้านกร่าง  
วัดบ้านกร่าง วัดบ้านกร่าง ต.บ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ตั้งอยู่ริมฝั่งทิศตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ (แม่น้ำท่าจีน) มีธรณีสงฆ์ 29 ไร่ มีวิหารเก่าสมัยอยุธยาที่ยังรักษามาจนถึงปัจจุบันมีอายุราว 450 ปี สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของวัด คือ พระเครื่องตระกูลวัดบ้านกร่าง (พระขุนแผน) สันนิษฐานว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นผู้สร้างขึ้น ในคราวกระทำศึกยุทธหัตถีมีชัยชนะต่อพระมหาอุปราชา ที่บ้านหนองสาหร่าย อ.ดอนเจดีย์ ปี พ.ศ.2135 โดยมีสมเด็จพระนพรัตน์ วัดป่าแก้วแห่งศรีอโยธยาเป็นองค์ประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษก แล้วนำมาบรรจุไว้ในสถูปวัดบ้านกร่างเพื่อเป็นพุทธบูชา พระเครื่องตระกูลวัดบ้านกร่าง เป็นพระเนื้อดินเผา ศิลปะอยุธยา สร้างขึ้น 88,000 องค์ เท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์ มีมากพิมพ์หลายแบบนับได้ถึง 81 พิมพ์ แยกเป็น พระพิมพ์บ้านกร่างเดี่ยว 27 พิมพ์ พระพิมพ์บ้านกร่างคู่ 18 พิมพ์ และพระพิมพ์บ้านกร่างคู่ (พระพลายเพ็ชรพลายบัว) เป็นพระที่มีความหมายเพื่อสมมุติเป็นองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ รัชการที่ 5 เสด็จประพาสเมืองสุพรรณบุรี วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2451 (ร.ศ.127) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองสุพรรณบุรี ได้ตั้งพลับพลาที่ประทับที่ตำบลบ้านกร่าง ใกล้ที่ว่าการอำเภอศรีประจันต์ มีราชหัตถเลขา กล่าวถึงเจดีย์วัดบ้านกร่าง ว่า “พลับพลาที่ประทับนี้ตั้งที่ตำบลบ้านกร่าง ใกล้ที่ว่าการอำเภอศรีประจันต์ฝั่งตะวันออก ตรงกับวัดที่ชื่อเดียวกันข้าม มีพระเจดีย์กลางน้ำองค์หนึ่ง เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองอยู่ข้างว่าเขื่อง เป็นสถานที่ราษฎรมาประชุมไหว้พระในงานวันเพ็ญเดือน 12 (วันลอยกระทง) ของทุกปี”* * ข้อมูลจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติสุพรรณบุรี สุนทรภู่ เดือนทางเยือนเมืองสุพรรณบุรี สุนทรภู่ กวีเอกแห่งรัตนโกสินทร์ ได้เดินทางเยือนเมืองสุพรรณบุรี โดยทางเรือมาทางแม่น้ำสุพรรณ (ท่าจีน) ปี พ.ศ. 2384 ได้แต่งโคลงนิราศสุพรรณ มีความยาวถึง 463 บท เมื่อเดินทางถึงวัดบ้านกร่าง ได้แต่งกลอนตอนหนึ่งกล่าวถึงวัดบ้านกร่าง ว่า ถึงย่านบ้านกร่างเวิ้ง วาริน เกิดแก่งแหล่งเหวหิน ฮ่วงคุ้ง ปล่องน้ำท่ำกุมภิน พวกเงือก เลือกแฮ ยามเปลี่ยวเสียวทรวงสะดุ้ง ด่วนพ้นวนวัง


 
   
   
   
 
ตลาดเก่าศรีประจันต์ บ้านเจ้าคุณ  
ตลาดเก่าศรีประจันต์ บ้านเจ้าคุณ ตลาดโบราณเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของเมืองสุพรรณ มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี อยู่ในอำเภอศรีประจันต์ รูปแบบ เป็นบ้านเรือนไม้เก่า 2 ชั้น ที่ยังคงรูปลักษณ์ในอดีต ตลาดแห่งนี้ได้รับรางวัลดีเด่น ประเภทแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม ในปี 2551 ตลาดอาจจะไม่คึกคักนัก แต่ก็จะได้บรรยากาศของตลาดเก่าที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง และยังเป็นฉากสำคัญๆ ในภาพยนต์และละครดังๆ มากมายหลายเรื่อง เรียกว่าถ้าตามรอยหนังดัง ที่มีฉากย้อนยุค หรือตลาดเก่าในชนบท ตลาดศรีประจันต์ เป็นตลาดที่เป็นฉากมากที่สุดเลยก็ว่าได้ บ้านท่านเจ้าคุณ อยู่ในตลาดเก่า ศรีประจันต์ เจ้าคุณ ป.อ.ปยุตโต เป็นบุคคลที่ได้รับการยอย่อง ให้เป็นกวีทางศาสนาพุทธและเป็นเพชรน้ำเอกของโลก มีผลงานในการเขียนหนังสือมากมาย อดีตบ้านของท่านเคยเป็นร้านขายผ้า ซึ่งในปัจจุบันยังคงอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพเดิม รวมทั้งยังได้เก็บรักษาข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อนไว้ให้ชมด้วย


 
   
   
   
 
หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย  
ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านกร่าง ติดทางหลวงหมายเลข 340 มีเนื้อที่ 70 ไร่ ประชากรควายประมาณ 100 ตัว วัตถุประสงค์ที่สร้าง " บ้านควาย-สุพรรณ" ขึ้นมา เพื่อสะท้อนถึงวิธีการดำรงชีวิตของชาวนาไทยสมัยก่อน ที่ทำนาแบบโบราณ ซึ่งสัมพันธ์และเชื่อมโยงกับควายเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนเชิงอนุรักษ์ รักษาขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมแบบดั่งเดิมที่เป็นมรดกของชาติไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้เห็น เป็นความรู้ เปิดให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมทุกวัน เวลา 09.00-17.00 น. และมีกิจกรรมน่าตื่นตาตื่นใจของควายให้ได้ชม เช่น การประกวดควายงาม การแสดงความสามารถพิเศษของควาย นอกจากนี้ยังสามารถสัมพัสกับ วิธีการดำเนินชีวิตแบบย้อยยุคและกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การทำนาแบบโบราณที่ยังใช้แรงงานจากควาย และอุปกรณ์การทำนาแบบโบราณ เป็นต้น